What's happening?

All Quiet on the Western Front แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

All Quiet on the Western Front แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

Your rating: 0
6 1 vote

Synopsis

All Quiet on the Western Front

ความท้าทายเลยที่ตัดสินใจรีเมคภาพยนตร์ที่เคยได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยดและผู้กำกับยอดเยี่ยมในปี หนังฟรี 1931 จากผลงานการกำกับโดย ลิวอิส ไมล์สโตน (Lewis Milestone) และ ผู้กำกับชาวเยอรมัน เอ็ดเวิร์ด เบอร์เกอร์ (Edward Berger) ดูหนังออนไลน์ ก็ได้นำเอานวนิยายคลาสสิกอย่าง เอรัช มาเรีย เรอมาร์ค (Im Westen nichts Neues) มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกครั้งในปี 2022นี้ ดูหนังสงคราม

กับการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของคนเยอรมันที่ไม่ได้มีสิ่งใดให้รู้ถึงความภาคภูมิ ดูหนังฟรี แต่เป็นความรู้สึกผิด หวาดกลัว สยดสยอง และเต็มไปด้วยความรับผิดชอบต่ออดีตที่ผ่านมา โดยได้ผลงานการเขียนบทจาก เเอียน สโตเคลล์ (Ian Stokell) เลสลีย์ ปีเตอร์สัน (Lesley Paterson) และ เอ็ดเวิร์ด เบอร์เกอร์ (Edward Berger) ผ่าน

All Quiet on the Western Front

หนังสงคราม Netflix ที่สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันของเยอรมัน เป็นมุมมองของทหารหนุ่มวัยรุ่นที่คึกคะนองอยากไปรบในสงครามโลกครั้ง ก่อนจะไปติดอยู่ในเสี้ยวหนึ่งของความโหดร้ายแบบไร้เหตุผลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ก่อนสงครามจะจบลง

ภาพยนตร์สงครามน้ำดีที่นานๆ จะมีที ผลงานจากประเทศเยอรมันภายใต้ทุนสร้างของ Netflix ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการรีเมกครั้งที่ 2 ซึ่งเรื่องแรกที่เป็นต้นฉบับออกฉายในปี 1930 จากนั้นมีการรีเมกครั้งแรกในปี 1979 และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ภาพยนตร์เรื่องนี้จะพาผู้ชมไปติดตามเรื่องราวของ Paul Bäumer (รับบทโดย Felix Kammerer) ผลทหารหนุ่มชาวเยอรมัน เขาและเพื่อนๆ แถวบ้านได้ไปเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจบจากโรงเรียนเตรียมทหาร เหล่าทหารหนุ่มที่ฮึกเฮิมพร้อมออกรบ แต่เมื่อไปเจอสนามรบจริงๆ จึงรู้ว่ามันไม่ได้น่าภูมิใจอย่างที่คิดไว้ตอนแรก สุดท้ายแล้วทหารเหล่านี้จะได้พบเจอประสบการณ์อะไรในสนามรบบ้างนั้น ทุกคนต้องไปรับชมด้วยตาตัวเอง

All Quiet on the Western Front

เรื่องราวของเด็กหนุ่มอายุ 17 พอล บาวเมอร์ (Paul Bäumer) (รับบทโดย Felix Kammerer) และสหายร่วมรบต่างตื่นเต้นไปกับการร่วมรบ แต่เมื่อพวกเขาได้เข้าไปประสบเหตุการณ์จริง ก็ได้ตระหนักถึงความรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นหวังกับสงครามที่พรากชีวิตผู้คนที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อรักษาตัวเองให้รอดในสนามเพลาะ

หนังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งไม่ค่อยมีทำออกมาบ่อยเท่ากับครั้งที่ 2 แล้วเรื่องนี้ก็เป็นมุมมองของทหารเยอรมันในวัยหนุ่ม ที่ไม่ได้ถูกเกณฑ์ไปรบ แต่อาสาไปรบเองโดยพ่อแม่ก็ไม่ได้ยินยอม พร้อมกับแก๊งเพื่อนซี้หลายคนที่คึกคะนองคิดว่าการไปรบกลับมาได้คือฮีโร่ ก่อนที่จะพบกับน่ากลัวของสงครามของจริง ซึ่งเอาจริงๆ

หนังสงครามโลกครั้งที่ 1

พล็อตโครงเรื่องแบบนี้ไม่ได้ใหม่ แล้วก็แทบจะเป็นสูตรสำเร็จของหนังสงครามเลยก็ได้ที่ตัวละครจากสังคมโลกปกติต้องไปอยู่ท่วมกลางสงครามที่คนฆ่ากันเหมือนนรก โดยแทบจะไม่มีเหตุผลสำคัญอะไรเลย เพราะสงครามโลกครั้งที่ 1 คือการรุกรานกันเพื่อแย่งชิงดินแดนเป็นหลัก สนองความต้องการของผู้มีอำนาจในตอนนั้น ไม่ใช่สงครามแบบที่มีเหตุผลที่มาลึกซับซ้อนแบบสงครามในปัจจุบัน

เรื่องราว กล่าวถึงความน่าสะพรึงกลัวของสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เหล่าพลเมืองได้ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร แล้วได้ค้นพบสัจจะธรรมในสงครามนั้น ล้วนเป็นเพียงเรื่องที่พรากชีวิตผู้คนไปอย่างเปล่าประโยชน์ พรากความเป็นมนุษย์ให้หลุดลอยหายไป เป็นหนังต่อต้านสงครามที่สะท้อนถึงผลการะทบที่เกิดขึ้น

All Quiet on the Western Front

ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจของเหล่าทหาร ต่างต้องเผชิญความโหดร้ายในสงคราม ซึ่งส่วนนี้ที่ผู้กำกับเล่าออกมาเห็นเห็นได้อย่างดีและสามารถดึงดูดคนดูให้สนใจการเล่าเรื่องไปหนัง ซึ่งตัวบทเองก็คงเหมือนรู้ว่าถ้านำเสนอตรงนี้ไปก็คงไม่ได้แตกต่างมาก ตัวเรื่องจึงรีบเล่าแบบข้ามกระโดดไปเลยจากการรบครั้งแรกที่โผล่มานิดเดียว

กลายเป็นเวลาหลังจากนั้น 18 เดือน ตัวเอกในเรื่องกลายเป็นทหารที่ใช้ชีวิตแบบนี้เต็มตัวจนแทบจะชินแล้วก็ได้ แต่ตัวเรื่องก็เหมือนเขียนบทมาไม่ค่อยมีพัฒนาการตามจริงเท่าไหร่ เพราะนิสัยส่วนตัวแนวรักสนุกชอบทำอะไรเสี่ยงๆ ก็ยังคงอยู่ อย่างการไปลอบลักขโมยอาหารของชาวบ้านมากิน การพูดคุยที่เน้นตลกโปกฮากันในกลุ่ม

คืออาจจะเข้าใจว่าเป็นการผ่อนคลายเพื่อไม่ให้เครียดจากการพักรบก็ได้ แต่ตัวเรื่องกลับเหมือนฟรีซนิสัยของกลุ่มตัวเอกทั้งหมดไว้แบบตอนแรกที่เข้าร่วมรบ เหมือนแก๊งวัยรุ่นทะโมนคึกคะนองไม่เปลี่ยนไปเลยอยู่ดี แค่มีความมั่นใจในการรบมากขึ้นกว่าฉากแรกที่ทำให้เห็นว่าสงครามน่ากลัวแค่ไหนเท่านั้น แต่บทก็เขียนให้มีการลังเลจะฆ่า หรืออยู่ๆ ก็ใจอ่อนช่วยคนที่ลงมือจะฆ่าไปตะกี้ก็มี เรียกว่าเป็นบทที่ชวนให้สับสนไม่น้อยว่าเรื่องจะสื่ออะไรกันแน่ แม้เราจะได้เห็นภาพรวมของเหตุการณ์สงครามว่าโหดร้ายก็ตามที

การเล่าเรื่องความโหดร้ายที่สื่อไปถึงชื่อเรื่อง

จุดเด่นของตัวเรื่องจริงๆ คงเป็นการเล่าเรื่องความโหดร้ายที่สื่อไปถึงชื่อเรื่องมากกว่า “แนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง” อันนี้คือคำแปลตรงๆ ก็คือตัวเรื่องกำลังนำเสนอให้เห็นว่าเหตุการณ์ช่วงนั้นที่ตรงจุดนี้ จุดที่กำลังบุกสู้รบกับฝรั่งเศส เยอรมันเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำบุกเดินหน้าไม่ได้เลย แต่ต้องผลาญชีวิตคนไปนับล้านคน

All Quiet on the Western Front

ตามที่ตัวหนังบอกข้อมูลไว้คือ 3 ล้านคนกับจุดนี้จุดเดียว ซึ่งเป็นเสี้ยวหนึ่งของประวคิศาสตร์ที่โหดร้ายมาก โดยเรื่องจะสลับเหตุการณ์ของกลุ่มตัวเอกทหารหนุ่มตัดมาที่ตัวละครนายพลที่คุมกำลังจุดนี้ แล้วก็มีทีมเจรจาหยุดสงครามที่พร้อมจะยอมแพ้อยู่แล้ว แต่นายพลกลับขัดขวางหรือหน่วงเวลาไม่ให้มันเกิดขึ้น

จนทหารที่นี่ตายเป็นเบือแบบไม่ได้ประโยชน์ในทางการรบเลยแม้แต่นิดเดียว  (รบอยู่ 3 ปีไม่สามารถคืบหน้าไปไหนได้เลยจากหลุมเพลาะที่ขุดไว้) ซึ่งตัวเรื่องใช้การดำเนินเรื่องเรียบๆ กับบทสนทนาส่วนนี้ที่เหมือนผู้มีอำนาจรับรู้การตายของทหาร แต่ไม่ใส่ใจ เดินหน้าทำสงครามต่อไปจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย แล้วก็ลอยตัวอยู่เหนือปัญหากับความรับผิดชอบหลังจบสงครามด้วย เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกสะเทือนใจกับต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ที่เป็นข้อมูลจริงทางประวัติศาสตร์ที่น่าหดหู่จริงๆ

โฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายผู้มีอำนาจ

สิ่งหนึ่งที่จะได้เห็นในหนังคือ โฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายผู้มีอำนาจ ปลุกเร้าเหล่าเด็กหนุ่มเยอรมันให้มีความตื่นเต้นไปกับสงครามและการรักชาติ แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็ได้ย้อนกลับมาทำร้ายผู้คนอย่างโหดร้าย

ซึ่งคนดูจะได้เห็นเหตุการคำกล่าวปลุกเร้า เพียงแค่ต้นเรื่องและตอนท้ายเรื่อง เพื่อให้เห็นปฏิกิริยาของเหล่าทหารนั้นต่างกันออกไป จากตอนแรกที่ได้รับเพียงข้อมูลด้านเดียวก่อนเข้าสู่สงคราม แต่เมื่อได้เข้าร่วมรบอย่างจริงจังก็ได้ตระหนักถึงความจริงที่ไม่มีอยู่ในคำโฆษณา มีแต่ทหารทั้งสองฝ่ายที่ตรากตรำทำสึกอย่างยาวนาน

เพื่อความหวังที่จะได้กลับบ้าน ความหนักหน่วงของการเล่าเรื่องจากการค่อย ๆ เห็นตัวละครจากหายไปทำให้คนดูรู้สึกสูญเสียไปกับสงครามแสนโหดร้าย ที่ต้องฆ่ากันเองของเหล่าทหาร เพียงเพราะความต้องการของเหล่าผู้มีอำนาจ ทั้งที่เหลือเพียงแค่ 15 นาทีก่อนหยุดยิง

การแสดงของนักแสดงที่สามารถตรึงอารมณ์คนดูได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ตัวเราจะไม่ได้คุ้นหน้าคุ้นตาของตัว เฟลิกซ์ คัมเมอเรอร์ (Felix Kammerer) และ แคทซินสกี้ (Albrecht Schuch) แต่การแสดงของเขานั้นตราตรึงใจคนดูได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการสื่ออารมณ์ทางสีหน้า ท่าทาง และแวดตาที่สื่อออกมาให้เห็นถึงความเป็นด็กหนุ่มที่ถูกพรากหายไปจากสงคราม ซึ่งตัวเฟลิกซ์เองก็ถือได้ว่าเป็นนักแสดงดาวรุ่งที่เคยผ่านงานแสดงเวทีมาก่อนที่จะแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้

อีกทั้ง สิ่งที่เราประทับที่สุดคงเป็นเสียงกลองที่เป็นเหมือนกับการให้จังหวะหนัง เป็นเหมือนสัญญาณบอกว่าหนังจะมีทิศทางที่เปลี่ยนไป คนดูจะได้ยินเสียงนี้แทบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนทิศทางของหนัง เราว่ามันเป็นเสน่ห์ที่ตรึงคนดูไว้ให้สนใจตัวหนังเรื่อย ๆ แม้ว่าตัวหนังจะไม่ได้ถึงขั้นดีเยี่ยมไร้ที่ติ แต่เป็นภาพยนตร์ชั้นดีที่ควรค่าแก่การดูเรื่องหนึ่ง

สิ่งที่ยอดเยี่ยมมากๆ คือหนังกล้าได้กล้าเสียแบบโนสนโนแคร์คนดู แม้ว่าเราจะพอคาดเดาได้แล้วว่ายังไงก็ต้องมีตัวละครตายหลายตัวแน่ๆ แต่หนังดันพาเราไปสุดทางด้วยการฆ่าตัวละครทิ้งทั้งหมด

สิ่งที่ยอดเยี่ยมมากคือการตายของ 3 ตัวละครสุดท้าย ที่ค่อยๆ เพิ่มระดับความน่าสงสารไปทีละคน เริ่มต้นด้วย Tjaden ที่อาจต้องเสียขาไปแต่เขายังรอดมาได้ ทว่าเขากลับรับไม่ได้ที่จะเป็นคนพิการ เขาจึงสังหารตัวเองไปต่อหน้าต่อตาทั้งทีสงครามกำลังจะจบแล้ว คนต่อมาคือ Kat ชายที่คอยดูแลกลุ่มตัวเอกมาตั้งแต่ต้น

เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์และน่าจดจำมากๆ แต่เขาดันมาตายจากความซวยล้วนๆ ทั้งที่สงครามจบลงแล้ว แต่ใครจะคิดว่าหนังจะพาเราไปจนสุดด้วยการให้พระเอกโดนสั่งให้ไปรบครั้งสุดท้ายในช่วง 15 นาทีสุดท้ายก่อนสงครามจบ

และจบด้วยการที่พระเอกถูกสังหารในช่วง 3 วินาทีสุดท้าย ตัวหนังสามารถถ่ายทอดความโหดร้ายของสงครามออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ความน่าสงสารของเหล่าทหารที่ต้องออกไปฆ่ากับคนที่ไม่รู้จักเพียงเพราะความต้องการของผู้อยู่เบื้องบนเพียงไม่กี่คน

จากการทำเช่นนี้ทำให้หนังมันตราตรึงและทำเอาคนดูหน่วงตามไปเลย เนื่องจากก่อนหน้านี้ตัวเอกก็สูญเสียไปเยอะมากแล้ว จนเราอยากเอาใจช่วยให้เขารอด แม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าเขาไม่อยากรอดกลับไปแล้ว แต่ก็ยังอยากให้รอดอยู่ดี นอกจากบทและการเล่าเรื่องจะเฉียบขาดแล้วนั้น การแสดงของนักแสดงในเรื่องก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน

All Quiet on the Western Front

ส่วนตัวชอบการแสดงของ Felix ผู้รับบทพระเอกของเรื่องก และ Albrecht Schuch ผู้รับบทเป็น Kat เพราะสองตัวนี้ค่อนข้างเด่นสุด แถมนักแสดงทั้งสองคนก็แสดงกันได้ดีมาก คนที่สุดยอดที่สุดก็คงจะเป็น Felix การสื่ออารมณ์ทั้งทางสีหน้าท่าทางและแววตาของนั้นยอดเยี่ยมมากๆ ผมไม่เคยรู้จักนักแสดงคนนี้มาก่อน แต่ต้องขอชมจริงๆ

จากใจว่าเขาสุดยอดมาก มีแววอนาคตไกล ส่วน Albrecht ก็แสดงเป็น Kat ได้อย่างมีเสน่ห์ เคมีของทั้งคู่เข้าขากันดีมาก ส่วนสุดท้ายคืองานสร้างและโปรดักชั่น ส่วนนี้คือยอดเยี่ยมไรที่ติจริงๆ งานภาพสวยทุกเฟรม ทุกวินาที การโปรดักชั่นจัดหนักจัดเต็ม ฉากสงครามทำได้ดีมาก สมจริงและโหดร้ายแบบขั้นสุด ติดที่ซาวน์ประกอบในบางฉากที่ทำออกมาแปลกๆ สรุปโดยรวมคือ “ดีมาก”

ส่วนฉากสงครามถ้าใครหวังไว้ก็คงต้องบอกว่าในเรื่องมีน้อยมาก มีแค่ฉากต้นเรื่องไม่นานนักกับฉากตอนท้ายกับก่อนจบสั้นๆ ไม่ยาวมาก เป็นฉากสงครามที่สะท้อนการสู้รบในสมัยที่อาวุธต่างๆ ยังไม่ทันสมัยแบบช่วงหลัง ปืนที่ใช้ก็ยังเป็นปืนยาวปลายดาบ ที่ปืนยังต้องเสียเวลาชักขึ้นกระสุนใหม่ทุกครั้ง ระเบิดก็เป็นไปป์บอมบ์ ไม่ใช่ระเบิดลูกเกลี้ยง มีทหารพ่นไฟ การใช้อาวุธเคมีสารพิษในสนามรบกันตรงๆ หรือฉากรถถังบดทับคนเป็นๆ

ซึ่งฉากเหล่านี้ก็ยังสร้างเหตุการณ์ระทึกโหดร้ายได้ดีสมจริงอยู่ แต่ระบบเสียงกลับไม่ได้ดีมากเท่าหนังสงครามดังๆ เท่าไหร่ อันนี้เป็นข้อตำหนิที่พบเจอ

สำหรับใครที่หาหนังสงครามสร้างจากเหตุการณ์จริงทางประวัติก็คือยังมีเรื่องราวที่ดีอยู่ แต่ถ้าคนที่อยากดูหนังสงครามเน้นฉากรบราฆ่าฟันก็คงหาวๆ หน่อย เพราะเรื่องเน้นไปที่ช่วงเวลาก่อนสงครามจบ เน้นที่บทสนทนากับชีวิตเรื่อยเปื่อยของทหารตัวเอกในเรื่องที่ไม่ค่อยได้แก่นสารหรือความสนุกอะไรกลับมานัก

Director

Director

Cast

Similar titles

The Book Thief (2013) จอมโจรขโมยหนังสือ
The Treacherous 2 ทรราช โค่นบัลลังก์
บุพเพสันนิวาส 2
Ironclad (2011) ทัพเหล็กโค่นอํานาจ
Bayoneta สังเวียนท้าคน
13 Hours The Secret Soldiers of Benghazi (2016) 13 ชม ทหารลับแห่งเบนกาซี
[NETFLIX] Mosul (2020) โมซูล
Curiosa[2019]
Oba The Last Samurai (2011) โอบะ ร้อยเอกซามูไร
Land of Mine (2015) ดินแดนกับระเบิด
In Love And War (1996) รักระหว่างรบ
Journey to Royal: A WWII Rescue Mission (2021)

Leave a comment